วิธีใช้ JavaScript fetch() [คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น]
พื้นฐานของการดึงข้อมูลจาก API ด้วยการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส
🌤 ตัวอย่างสด
กำลังดึงอุณหภูมิ...
<!DOCTYPE html>
<html lang="th">
<head>
<meta charset="UTF-8">
<meta name="viewport" content="width=device-width, initial-scale=1.0">
<title>แสดงอุณหภูมิ</title>
<style>
body {
font-family: Arial, sans-serif;
text-align: center;
padding: 20px;
background-color: #f0f0f0;
}
#weather {
font-size: 1.5rem;
color: #333;
}
</style>
</head>
<body>
<h1>อุณหภูมิปัจจุบันในโตเกียว</h1>
<p id="weather">กำลังดึงข้อมูลอุณหภูมิ...</p>
<script>
async function getWeather() {
try {
const res = await fetch("https://api.open-meteo.com/v1/forecast?latitude=35.6895&longitude=139.6917¤t_weather=true");
const data = await res.json();
const temp = data.current_weather.temperature;
document.querySelector("#weather").textContent = `อุณหภูมิในโตเกียว: ${temp}℃`;
} catch (e) {
document.querySelector("#weather").textContent = "🌧 ล้มเหลวในการดึงข้อมูล";
console.error("ข้อผิดพลาด:", e);
}
}
getWeather();
</script>
</body>
</html>
🧩 การใช้ fetch และการจัดการข้อผิดพลาดทั่วไป
ฟังก์ชัน fetch() เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ใน JavaScript ที่ช่วยให้สามารถดึงข้อมูลจาก API ได้อย่างง่ายดาย เช่น ตัวอย่างการแสดงอุณหภูมิด้านบน เราสามารถดึงข้อมูลจาก URL และแสดงผลบนหน้าเว็บได้เพียงไม่กี่บรรทัด
ตัวอย่างเช่น เราใช้ const res = await fetch(...) เพื่อส่งคำขอ และตามด้วย const data = await res.json() เพื่อแปลงผลลัพธ์เป็น JSON ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานทั่วไปเมื่อทำงานกับ API
🚨 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีจัดการ
หาก URL ผิด หรือมีปัญหาเครือข่าย เราสามารถใช้ try...catch เพื่อจับข้อผิดพลาด และแสดงข้อความเช่น “ไม่สามารถดึงข้อมูลได้” เพื่อไม่ให้ผู้ใช้สับสน
หากต้องการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น สภาพอากาศ เราสามารถใช้ fetch() ร่วมกับ setInterval() เพื่อดึงข้อมูลซ้ำตามช่วงเวลาที่กำหนด
โปรดทราบว่า API บางประเภทต้องใช้ API key โดยให้เพิ่ม ?apikey=your_key ลงใน URL ตามคู่มือของผู้ให้บริการ